ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ร่วงหลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันพุธ ลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 เดือน โดยเคลื่อนไหวราว 4,074-4,078 ดอลลาร์ ลดลงราว 0.85-0.95% ในวันเดียว แรงกดดันหลักมาจากท่าทีสายเหยี่ยวของธนาคารกลางสหรัฐ ดอลลาร์ที่แข็งค่า และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลงหลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านคลี่คลาย
ปัจจัยกดดันราคาทอง
แม้ Fed จะคงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% แต่กลับส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตมากขึ้น โดยประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh ยืนยันความมุ่งมั่นในการคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมาย ทำให้ทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยเสียความน่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตรและเงินสด
นอกจากนี้ ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน และการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กลับมาคล่องตัว ช่วยลดความกังวลด้านอุปทานพลังงานและเงินเฟ้อ ส่งผลให้ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง ขณะเดียวกันการดิ่งลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐยังทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทองเพื่อชดเชยผลขาดทุนในพอร์ต
นักวิเคราะห์ปรับมุมมอง
Deutsche Bank และ BofA Global Research ปรับคาดการณ์ใหม่ โดยรวมโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเข้าไปในแบบจำลอง สะท้อนว่าตลาดเริ่มเทน้ำหนักไปทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น ตลาดยังจับตารายงานเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดที่ Fed ให้ความสำคัญ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยต่อไป
ภาพระยะยาวยังบวก
แม้ราคาทองจะลดลงราว 10.8% ในรอบเดือน แต่ในรอบ 1 ปียังบวกกว่า 22% โดยแบบจำลองของ Trading Economics ประเมินว่าทองอาจกลับไปที่ราว 4,160 ดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาส และราว 4,527 ดอลลาร์ในกรอบ 12 เดือน
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนทองคำในไทย ราคาทองในประเทศมักเคลื่อนไหวตามราคาทองโลกและค่าเงินบาทควบคู่กัน การที่ดอลลาร์แข็งค่าอาจช่วยพยุงราคาทองในรูปเงินบาทไว้ได้บางส่วนแม้ทองโลกจะลดลง ผู้ที่ถือทองเพื่อกระจายความเสี่ยงควรมองเป็นการลงทุนระยะยาวและทยอยสะสมตามแผน ขณะที่นักเก็งกำไรระยะสั้นควรติดตามตัวเลข PCE และสัญญาณดอกเบี้ย Fed อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยชี้ทิศทางหลักในระยะนี้
แหล่งข่าว: Trading Economics, Reuters, FXStreet