10 สมาคมเหล็กยื่นข้อเสนอเร่งยกเลิกเตา IF และจัดการทุนเทา

สถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กไทยและปัญหาใหญ่

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายนาวา จันทนสุรคน ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหารจาก 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้แก่ สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปเหล็กแผ่น สมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า สมาคมโลหะไทย สมาคมพัฒนาสแตนเลสไทย สมาคมการชุบสังกะสีไทย และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ได้เข้าพบผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้บริหาร สมอ. ร่วมรับฟังข้อเสนอ

ในการหารือครั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมได้รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมเหล็กทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการใช้เหล็กทั้งสิ้น 18.5 ล้านตัน แต่ผู้ผลิตในประเทศมีส่วนแบ่งตลาดเพียงร้อยละ 35 หรือประมาณ 8.1 ล้านตัน ในขณะที่มีสินค้าเหล็กนำเข้ามากถึง 12 ล้านตัน คาดว่าปี 2569 ความต้องการใช้เหล็กจะถดถอยต่ำกว่าปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาจากเตาหลอมชนิด Induction Furnace (IF)

หนึ่งในปัญหาหลักที่ 10 สมาคมเหล็กหยิบยกขึ้นมา คือ การไหลทะลักของโรงงานเหล็กเตาหลอมแบบ IF หรือ Induction Furnace ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย เนื่องจากจีนได้สั่งปิดโรงงานประเภทนี้ไปแล้วเพราะไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไม่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ การผสมผสานระหว่างเครื่องจักรเก่าราคาถูกจากจีนกับการขาดมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด ทำให้เกิดสินค้าเหล็กคุณภาพต่ำและไม่สม่ำเสมอ สร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคที่นำไปใช้ในโครงสร้างพื้นฐาน และยังสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีที่สูงกว่า

ที่ประชุมจึงเสนอให้ สมอ. บังคับใช้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF โดยต้องเพิ่มกระบวนการปรุงแต่งน้ำเหล็กด้วย Ladle Furnace เพื่อให้คุณภาพสม่ำเสมอใกล้เคียงกับระบบเตาอาร์คไฟฟ้า (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่ควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า ทั้งนี้ ทางสมาคมเรียกร้องให้ประเทศไทยกำหนดระยะเวลายกเลิกการให้มีโรงงานเหล็กที่ใช้เตา IF ภายใน 3 ปี โดยเปรียบเทียบกับจีนที่ให้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น เนื่องจากถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

ข้อเรียกร้องและทิศทางอนาคต

นอกจากนี้ 10 สมาคมเหล็กยังชื่นชมกระทรวงอุตสาหกรรมที่เดินหน้าจัดการโรงงานเหล็กไม่ได้มาตรฐานและสร้างมลพิษอย่างจริงจัง รวมถึงกรมศุลกากรที่เข้มงวดในการตรวจจับการนำเข้าเหล็กผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการสำแดงพิกัดเท็จเพื่อเลี่ยงภาษีและอากรตอบโต้การทุ่มตลาด ถือเป็นการอุดรูรั่วและนำรายได้กลับคืนประเทศ

นายนาวา จันทนสุรคน กล่าวในตอนท้ายว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจและผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมในประเทศ รัฐบาลต้องกล้าเลือกข้างให้ชัดเจนระหว่างผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายกับกลุ่มทุนเทาที่หลบเลี่ยงกฎหมาย อย่าปล่อยให้ทุนเทามาบิดเบือนประเทศไทยโดยเด็ดขาด ภาครัฐต้องยึดมั่นในมาตรฐาน กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ และการบังคับใช้ต้องเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย