ธนาคารเพื่อการส่งออกฯ ปรับคาดการณ์ส่งออกปีนี้เป็น 7%

ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกปี 2568

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ ได้ประกาศปรับเพิ่มประมาณการอัตราการเติบโตของการส่งออกของไทยในปี 2568 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 7 หลังจากที่ตัวเลขการส่งออกในไตรมาสแรกของปีแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งถึงร้อยละ 17 การปรับเพิ่มครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศของไทย ท่ามกลางปัจจัยหนุนจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และสินค้าเกษตรแปรรูป

ผู้บริหารของเอ็กซิมแบงก์ระบุว่า การเติบโตที่สูงเกินคาดในช่วงสามเดือนแรกของปีได้รับอานิสงส์จากทั้งการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การที่ภาคการผลิตในประเทศสามารถรักษากำลังการผลิตและปรับตัวตามความต้องการของตลาดได้อย่างคล่องตัวยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกมีแนวโน้มสดใส

ปัจจัยหนุนการเติบโต

นอกเหนือจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกแล้ว เอ็กซิมแบงก์ยังมองว่าการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐชั่วคราว การลดลงของต้นทุนโลจิสติกส์ และการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทย การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้าได้รับอานิสงส์จากนโยบายของหลายประเทศที่เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีดิจิทัล

ขณะเดียวกันสินค้าเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา และผลไม้สดแช่แข็ง ยังคงมีอุปสงค์สูงจากตลาดจีนและตะวันออกกลาง การที่รัฐบาลไทยมีมาตรการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าหลักเพิ่มเติม ยังช่วยขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ส่งออกไทยอีกด้วย

ประเด็นท้าทายและความเสี่ยง

แม้แนวโน้มการส่งออกจะดีขึ้น แต่เอ็กซิมแบงก์ยังคงเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการบรรลุเป้าหมายร้อยละ 7 อาทิ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงการเลือกตั้งใหญ่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่อาจกระทบต่อความต้องการสินค้า รวมถึงปัญหาในห่วงโซ่อุปทานที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก ผู้ส่งออกไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือด้วยการกระจายตลาดและปรับกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ แต่ก็อาจส่งผลลบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าทุนที่จำเป็นสำหรับการผลิต รวมถึงภาระหนี้ของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น เอ็กซิมแบงก์แนะนำให้ผู้ประกอบการหาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ

มุมมองเศรษฐกิจและนโยบายสนับสนุน

นางสาวพิมพ์ทอง มหานิยม (สมมติ) ผู้บริหารระดับสูงของเอ็กซิมแบงก์กล่าวว่า การคาดการณ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นครั้งนี้ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตลาดใหม่การพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการประกันความเสี่ยงในการส่งออก เอ็กซิมแบงก์ยังคงพร้อมที่จะให้บริการทางการเงินและคำปรึกษาแก่ผู้ส่งออก โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

ขณะเดียวกันภาครัฐโดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนส่งเสริมการส่งออกในระยะที่สอง ซึ่งรวมถึงการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าและการจัดงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทั้งนี้เชื่อว่าหากปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาไม่รุนแรงเกินคาด การส่งออกของไทยในปี 2568 มีโอกาสเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 7 หรืออาจสูงกว่านั้นได้อีกเล็กน้อย