ภาพรวมวิกฤตผิดนัดชำระหนี้
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับสัญญาณอันตรายครั้งใหม่เมื่อมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งประกาศผิดนัดชำระหนี้ ทั้งจากเงินกู้สถาบันการเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และหุ้นกู้ เหตุการณ์นี้ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นที่เปราะบางอยู่แล้วลดน้อยลงไปอีก โดยปัจจุบันมีถึง 5 บริษัทที่ยอมรับว่ากำลังประสบปัญหาสภาพคล่องจนเสี่ยงจ่ายหนี้ไม่ทันกำหนด
รายละเอียดของแต่ละบริษัท
บริษัทที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุดคือ อาร์เอส (RS) ซึ่งผิดนัดชำระตั๋วสัญญาใช้เงินมูลค่า 317.37 ล้านบาท โดยชี้แจงว่าเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า แม้เร่งเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แต่ตลาดกังขาเรื่องความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจสื่อยุคใหม่
โมโน เน็กซ์ (MONO) ก็ผิดนัดชำระหนี้จากเลตเตอร์ออฟเครดิต 284 ล้านบาท และผิดเงื่อนไขเงินกู้ เนื่องจากการเจรจาลดค่าคอนเทนต์กับพันธมิตรต่างประเทศไม่สำเร็จ ยังมีหนี้ค้างอีกประมาณ 203 ล้านบาท
ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 3 รุ่นรวมกว่า 9.68 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายเพราะหุ้นกู้ทั้งสามรุ่นมีมูลค่าคงค้างสูงถึง 256 ล้านบาท และมีผู้ถือหุ้นกู้รายย่อยถึง 128 ราย
ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็ส่งสัญญาณฟองสบู่แตกชั่วคราวจากกำลังซื้อที่ซบเซา พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 5 รุ่นรวมกว่า 10.18 ล้านบาท เนื่องจากแผนขายสินทรัพย์และสินเชื่อใหม่ล่าช้า แม้ภายหลังสามารถแก้ไขได้
แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ซึ่งมี PF เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ผิดนัดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้รุ่น GRAND259B รวมกว่า 5.4 ล้านบาท ด้วยเหตุผลเดียวกันคือขายสินทรัพย์ไม่ทันและเงินสดสะดุด
จุดร่วมของปัญหา
แม้ทั้ง 5 บริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมต่างกัน แต่มีจุดร่วมเหมือนกันคือรายได้เติบโตช้าลง ขณะที่ภาระหนี้ยังสูง และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายความว่าหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงขึ้นและกำลังซื้อในประเทศลดลง อาจมีบริษัทอื่นอีกหลายแห่งเผชิญปัญหาเดียวกัน
บทเรียนจากอดีตและบทสรุป
เหตุการณ์นี้ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงกรณีของ JKN และ SABUY ที่เคยเป็นบริษัทดาวรุ่ง แต่สุดท้ายต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ คำถามสำคัญคือบริษัททั้ง 5 รายนี้จะเดินซ้ำรอยเดิมหรือไม่ ในโลกธุรกิจปัจจุบัน แม้มีสินทรัพย์จำนวนมาก มีแบรนด์ดัง หรือมีที่ดินและโรงแรม แต่ถ้าเงินสดในมือไม่เพียงพอ วันหนึ่งอาจต้องเผชิญชะตาไม่ต่างจากบริษัทที่เคยถูกมองว่ายิ่งใหญ่และล้มลงได้เช่นกัน