ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยขยับขึ้นอันดับ 48 โลก

การปรับตัวของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของเศรษฐกิจนวัตกรรม หลังจาก StartupBlink เผยรายงาน Global Startup Ecosystem Index 2026 ซึ่งระบุว่าประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 48 ของโลก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า การเติบโตของระบบนิเวศสตาร์ทอัพในครั้งนี้คิดเป็น 62.6% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

การกลับเข้าสู่กลุ่ม Top 50 ของโลกอีกครั้งในรอบหลายปีสะท้อนถึงการขยายตัวของผู้ประกอบการเทคโนโลยี การไหลเวียนของเงินทุน เครือข่ายสนับสนุนธุรกิจ ตลอดจนกิจกรรมในระบบนิเวศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไทยยังคงรักษาอันดับ 11 ได้เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน และอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

จุดแข็งด้านชุมชนและเทคโนโลยีการแพทย์

หนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของไทยคือการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้ประกอบการ โดย StartupBlink จัดให้ไทยอยู่อันดับ 20 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชียแปซิฟิก ในหมวด Startup Community Activity Functional Category ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของกิจกรรมเครือข่าย การพบปะระหว่างผู้ประกอบการ และการขับเคลื่อนระบบนิเวศที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ไทยยังมีความโดดเด่นในอุตสาหกรรม Medtech หรือเทคโนโลยีการแพทย์ โดยติดอันดับ 8 ของโลก ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว การผสมผสานระหว่างนวัตกรรมทางการแพทย์กับความสามารถของบุคลากรไทยเป็นจุดแข็งที่ช่วยดึงดูดการลงทุนและความสนใจจากนานาชาติ

การกระจายตัวของเศรษฐกิจนวัตกรรมสู่เมืองรอง

แม้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยจะขยายตัว แต่รายงานยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเรื่องการกระจุกตัวในกรุงเทพมหานคร StartupBlink ระบุว่าคะแนนรวมของกรุงเทพฯสูงกว่าภูเก็ตถึง 20 เท่า อย่างไรก็ตาม ช่องว่างนี้เริ่มลดลงเมื่อเมืองรองมีอัตราการเติบโตเร็วขึ้น ภูเก็ตเติบโตถึง 85.9% ขยับขึ้น 108 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 533 ของโลก ส่วนเชียงใหม่เติบโต 91.6% ขยับขึ้น 126 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 590 ของโลก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนแนวโน้มการกระจายตัวของเศรษฐกิจนวัตกรรมออกไปนอกเขตเมืองหลวง

การเติบโตของเมืองศักยภาพรอบปริมณฑลและเขตเศรษฐกิจสำคัญกลายเป็นแรงส่งใหม่ของระบบนิเวศ โดยในปีนี้ประเทศไทยมีเมืองที่ได้รับการจัดอันดับเพิ่มขึ้นอีก 4 พื้นที่ ได้แก่ พัทยา สมุทรปราการ ปทุมธานี และนครปฐม การเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เหล่านี้กับฐานเศรษฐกิจหลัก ทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การศึกษา งานวิจัย โลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่และดึงดูดการลงทุนด้านนวัตกรรมในระยะยาว

พัทยา: หน้าใหม่ในเวทีสตาร์ทอัพโลก

พื้นที่ที่ถูกจับตามากที่สุดในปีนี้คือพัทยา ซึ่งเข้าสู่การจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ทอัพโลกเป็นครั้งแรก ทำให้ไทยมีเมืองติดอันดับระดับโลกเพิ่มเป็น 4 เมือง จากเดิม 3 เมืองในปีก่อน ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา การปรากฏตัวของพัทยาสะท้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจนวัตกรรมในพื้นที่นอกกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการบริการ การท่องเที่ยว ดิจิทัล และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ พัทยากำลังกลายเป็นฐานรองรับธุรกิจเทคโนโลยีและผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มองหาโอกาสนอกเมืองหลวง

การเติบโตของพัทยาไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ดึงดูดสตาร์ทอัพและธุรกิจเทคโนโลยีหลายแห่งให้เข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ การผสมผสานระหว่างความเป็นเมืองท่องเที่ยวกับระบบนิเวศนวัตกรรมทำให้พัทยามีเอกลักษณ์และเป็นจุดดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โอกาสและความท้าทายในระยะยาว

StartupBlink ยังระบุว่าไทยมีโอกาสยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มเติม โดยอยู่อันดับ 56 ของ Innovators Business Environment Index ซึ่งสะท้อนว่าสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ กฎระเบียบ และปัจจัยสนับสนุนผู้ประกอบการยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก การปลดล็อกศักยภาพเหล่านี้จะช่วยให้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล

การขยับขึ้นของไทยในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องชี้วัดอันดับที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่กำลังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย จากโมเดลที่พึ่งพากรุงเทพฯเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างใหม่ที่เมืองเศรษฐกิจรอบปริมณฑล เมืองท่องเที่ยว และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ กำลังกลายเป็นฐานการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยในอนาคต การกระจายตัวนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ