เวิร์กเดย์ (Workday) ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลและการเงินบนคลาวด์ รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2027 ออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงาน หลังจากธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทเริ่มสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 10% ในการซื้อขายช่วงนอกเวลาทำการ
ผลประกอบการไตรมาสแรก
บริษัทรายงานรายได้รวมอยู่ที่ 2.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาดที่ 2.10 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ 1.67 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.54 ดอลลาร์ รายได้จากบริการสมัครสมาชิกซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักเติบโต 18% แตะที่ 1.97 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าองค์กรอย่างต่อเนื่อง
อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบ GAAP อยู่ที่ 14.2% ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบ non-GAAP ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ อยู่ที่ 29.8% ซึ่งสูงกว่าที่บริษัทเคยคาดการณ์ไว้เดิมที่ 28.5% โดยผู้บริหารกล่าวว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและการปรับใช้ AI ช่วยลดต้นทุนการให้บริการได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยขับเคลื่อนจาก AI
คาร์ล เอสเซนบาค (Carl Eschenbach) ซีอีโอของเวิร์กเดย์ กล่าวในรายงานผลประกอบการว่า บริษัทกำลังประสบความสำเร็จในด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยผลิตภัณฑ์ AI ที่เปิดตัวในช่วงปีที่ผ่านมา เช่น Workday AI Assistant และฟีเจอร์การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ เฉลี่ยแล้วลูกค้าที่ใช้โมดูล AI ใหม่สามารถลดเวลาในการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรบุคคลลงได้ถึง 40% และเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนทางการเงิน
การนำ AI มาใช้ยังช่วยให้เวิร์กเดย์สามารถเพิ่มราคาขายเฉลี่ยต่อลูกค้า (ARPU) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น บริษัทระบุว่าลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ AI มีแนวโน้มต่ออายุสัญญาและขยายสัญญาในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้ จากการสำรวจภายในพบว่าลูกค้ากว่า 60% ของลูกค้าใหม่ในไตรมาสนี้เลือกซื้อแพ็กเกจที่รวมฟีเจอร์ AI ไว้ด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อรายได้ในอนาคต
การปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไร
จากแนวโน้มดังกล่าว เวิร์กเดย์จึงปรับเพิ่มคาดการณ์อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบ non-GAAP สำหรับปีงบประมาณ 2027 ขึ้นเป็น 29.5% จากเดิมที่ 28.5% โดยคาดว่าการลงทุนด้าน AI จะเริ่มส่งผลตอบแทนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ยังคงคาดการณ์รายได้รวมทั้งปีที่ 8.95-9.00 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการของตลาด
นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศแผนการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่มเงินปันผลประจำไตรมาสอีก 10% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยระบุว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับทั้งการลงทุนใน AI และการคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น
มุมมองนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักออกมาปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นเวิร์กเดย์หลังผลประกอบการ โดยเน้นว่าการเติบโตของ AI เป็นตัวเร่งสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ในระดับเลขสองหลัก ในขณะที่คู่แข่งในตลาดซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าบริษัทมีจุดแข็งในการบูรณาการ AI เข้ากับระบบบริหารจัดการที่มีอยู่แล้ว ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นได้ยาก และช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองราคา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่าการใช้จ่ายด้าน AI ขององค์กรอาจชะลอตัวในครึ่งปีหลังหากเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เวิร์กเดย์มองว่า AI เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพ จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่าโครงการ IT ทั่วไป
ผลกระทบต่อตลาด
การประกาศผลประกอบการของเวิร์กเดย์ส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI และระบบคลาวด์หลายตัว โดยเฉพาะหุ้นคู่แข่งอย่าง SAP และ Oracle ที่ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยตาม sentiment เชิงบวกในภาคส่วน ขณะที่หุ้นของบริษัทที่ให้บริการซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคลแบบดั้งเดิมอย่าง Ceridian และ UKG ปรับตัวลงเนื่องจากนักลงทุนมองว่าเวิร์กเดย์กำลังครองส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น
ดัชนี Nasdaq ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยจากแรงซื้อในกลุ่มซอฟต์แวร์ AI ซึ่งช่วยชดเชยความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงสูงอยู่ นักวิเคราะห์มองว่าการเติบโตของเวิร์กเดย์อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดซอฟต์แวร์องค์กรกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ