หุ้นไทยปิดเช้าบวก 11.25 จุด กลุ่มชิ้นส่วนนำเดลต้า

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดการซื้อขายช่วงเช้าที่ระดับ 1,527.94 จุด ปรับตัวสูงขึ้น 11.25 จุด หรือคิดเป็น 0.74% โดยระหว่างวันทำจุดสูงสุดที่ 1,532.03 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,516.78 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 35,281.11 ล้านบาท

แรงหนุนจากกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รอลุ้นงบ NVIDIA

ทีมวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่าตลาดได้รับแรงส่งจากหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ DELTA ที่มีแนวโน้มเก็งกำไรจากการประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของ NVIDIA ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางหุ้นกลุ่มนี้ โดย Bloomberg คาดการณ์ว่าผลประกอบการของ NVIDIA จะขยายตัวถึง 85% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า

แรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐและราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีและ 30 ปีที่พุ่งขึ้นแตะ 4.68% และ 5.19% ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวม สำหรับราคาน้ำมันดิบ WTI ในช่วงเช้าแกว่งตัวที่ระดับ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากรองประธานาธิบดีสหรัฐระบุว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากฝ่ายอิหร่านอย่างเป็นทางการ

ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ครม.

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งครอบคลุมผู้เข้าร่วมกว่า 30 ล้านคน เริ่มลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลออกเงินช่วยเหลือ 60% และประชาชนจ่ายเอง 40% โดยจะทยอยโอนสิทธิ์ให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 วงเงินดังกล่าวถือเป็นอันดับสองรองจากเฟส 3 ซึ่งเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก อาหาร ธนาคาร การเงิน ท่องเที่ยว และสื่อสาร นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อคู่สัญญารัฐจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยผ่อนผันการคำนวณค่า K ชั่วคราว เพื่อช่วยพยุงสภาพคล่องธุรกิจก่อสร้าง

แนวโน้มตลาดและกลยุทธ์การลงทุน

ในระยะถัดไป คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับที่ 1,505 จุด และแนวต้านที่ 1,525 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคือรายงานการประชุม FOMC เพื่อหาสัญญาณอัตราดอกเบี้ย รวมถึงตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่ลดลงกว่า 4.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ก่อนหน้า กลยุทธ์การลงทุน แนะนำมองเป็นบวกต่อหุ้นที่อิงการบริโภคภายในประเทศและหุ้นที่มีสถิติเติบโตสอดคล้องกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ CK ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการผ่อนผันกรอบค่า K และ KTB ที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายที่ไม่ลดลงต่อ รวมถึงโครงการคนละครึ่ง