เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ทรงตัว: ท่องเที่ยวฟื้น แต่ส่งออกอ่อนและเงินเฟ้อยังสูง

ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 จากรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 จากรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย

ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าเศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 โดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แรงหนุนหลักมาจากรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยับดีขึ้นในหมวดยานยนต์ ขณะที่การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำและการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลง

ประเด็นที่กระทบคนทั่วไปคือเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แม้หมวดพลังงานลดลงเล็กน้อย ธปท. ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% จากระยะเดียวกันปีก่อน และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.92% สะท้อนแรงกดดันค่าครองชีพที่ยังต้องจับตา

ตัวเลขสำคัญจากรายงาน ธปท.

ประเด็น ข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569
ภาพรวมเศรษฐกิจ ทรงตัวจากเดือนก่อน
การบริโภคภาคเอกชน เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือนก่อน
การลงทุนภาคเอกชน เพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน
ส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำ ลดลง 0.6% จากเดือนก่อน
นำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำ ลดลง 3.5% จากเดือนก่อน
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 2.79% จากระยะเดียวกันปีก่อน
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.92% จากระยะเดียวกันปีก่อน
ดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ.

ท่องเที่ยวช่วยพยุงเศรษฐกิจ แต่แรงส่งยังไม่ทั่วถึง

รายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยกลุ่มตลาดระยะไกลฟื้นตัว ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียได้แรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม ธปท. ระบุว่านักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้อื่น ๆ ลดลงจากอุปสงค์การเดินทางที่อ่อนลงและการปรับลดเที่ยวบิน

สำหรับผู้อ่านที่ติดตามเศรษฐกิจไทย ภาพนี้หมายความว่าภาคบริการยังเป็นกันชนสำคัญ แต่ยังไม่พอจะดึงเศรษฐกิจทั้งระบบให้เร่งตัวชัดเจน หากต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพยังบีบกำลังซื้อในประเทศต่อไป

ส่งออกและภาคผลิตยังเป็นจุดอ่อน

การส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 0.6% จากเดือนก่อน ตามการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับที่ชะลอหลังเร่งไปมากในช่วงก่อนหน้า ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมจึงปรับลดลงตามทิศทางส่งออก ขณะที่ภาคบริการทรงตัว

สัญญาณนี้สำคัญกับตลาดทุน เพราะหุ้นกลุ่มส่งออกและอุตสาหกรรมยังอ่อนไหวต่อคำสั่งซื้อโลก ต้นทุนการผลิต และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่ง ธปท. จัดให้เป็นหนึ่งในประเด็นต้องติดตาม

บริโภคและลงทุนเอกชนดีขึ้นจากหมวดยานยนต์

อุปสงค์ในประเทศปรับเพิ่มขึ้นบ้าง โดยการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 0.6% และการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อน แรงหนุนสำคัญมาจากหมวดยานยนต์ โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและการลงทุนในยานพาหนะ

ธปท. ระบุว่าผู้บริโภคบางส่วนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ส่วนการใช้จ่ายและการลงทุนในหมวดอื่นยังค่อนข้างทรงตัว ทำให้ภาพฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศยังไม่ได้กระจายกว้าง

เงินเฟ้อยังสูง คนทำงานและธุรกิจต้องจับตาต้นทุน

เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.79% จากระยะเดียวกันปีก่อน แม้หมวดพลังงานลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบโลก แต่ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.92% จากผู้ประกอบการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังสินค้าบางหมวด

ธปท. ยังไม่เห็นสัญญาณการขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง แต่ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและธุรกิจยังเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ประจำและผู้ประกอบการรายเล็กที่มีพื้นที่ปรับราคาจำกัด

สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

  • ผลกระทบค่าครองชีพและต้นทุนสูงต่อครัวเรือนและธุรกิจ
  • ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าสหรัฐฯ
  • ผลของมาตรการภาครัฐต่อกำลังซื้อและการลงทุน
  • พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบราคาอาหารและภาคเกษตร

FAQ

เศรษฐกิจไทยเดือนพฤษภาคม 2569 ดีขึ้นหรือแย่ลง?

ธปท. ระบุว่าโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน ไม่ได้เร่งตัวชัดเจน แต่มีแรงพยุงจากท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนบางหมวด

ตัวเลขไหนควรจับตามากที่สุด?

เงินเฟ้อทั่วไป 2.79%, นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่ม 7.5%, ส่งออกไม่รวมทองคำลด 0.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ.

ทำไมท่องเที่ยวดีขึ้นแต่เศรษฐกิจยังทรงตัว?

เพราะแรงบวกจากท่องเที่ยวถูกหักล้างบางส่วนด้วยการส่งออกที่ลดลง การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนลง และการใช้จ่ายในหลายหมวดที่ยังทรงตัว

เงินเฟ้อระดับนี้กระทบคนทั่วไปอย่างไร?

ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดัน แม้ราคาพลังงานลดลงเล็กน้อย แต่สินค้าและบริการบางหมวดยังได้รับผลจากต้นทุนที่ผู้ประกอบการทยอยส่งผ่าน

นักลงทุนควรตีความข่าวนี้อย่างไร?

ควรดูแยกกลุ่ม ธุรกิจท่องเที่ยวได้แรงหนุนมากกว่ากลุ่มส่งออกบางประเภท ขณะที่ต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการค้าต่างประเทศยังเป็นความเสี่ยงร่วม

แหล่งอ้างอิง