ทองคำร่วง หลัง Fed ส่งสัญญาณสายเหยี่ยว ดอลลาร์แตะจุดสูงสุดรอบปี

แท่งทองคำและกราฟราคาทองปรับตัวลง พร้อมสัญลักษณ์ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า

ราคาทองคำปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าคาด ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี และกดดันราคาทองในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน

ราคาทองคำเคลื่อนไหวอย่างไร

ราคาทองคำตลาดจร (spot gold) ปรับลง 0.6% มาอยู่ที่ 4,232.01 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐร่วงแรงถึง 3.1% ปิดที่ 4,245.90 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025

ทำไม Fed จึงกดดันราคาทอง

แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่เจ้าหน้าที่ 9 จาก 19 คนส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2026 ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มการคาดการณ์โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมจาก 61% เป็น 88% ตามข้อมูลของ CME FedWatch Tool

ทองคำมักปรับตัวได้ไม่ดีในภาวะดอกเบี้ยสูง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทน เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น สินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยจึงน่าสนใจกว่า ขณะเดียวกันดอลลาร์ที่แข็งค่ายังทำให้ทองแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ

ปัจจัยน้ำมันและภูมิรัฐศาสตร์

แรงกดดันต่อทองถูกจำกัดบางส่วน หลังสหรัฐและอิหร่านเปิดเผยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมัน Brent และ WTI ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน และคลายความกังวลเงินเฟ้อลง

มุมมองต่อนักลงทุน

  • ปัจจัยหลักที่กดราคาทองตอนนี้คือดอลลาร์แข็งและโอกาสขึ้นดอกเบี้ย ไม่ใช่ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
  • ติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI/PCE) และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed อย่างใกล้ชิด
  • แนวรับสำคัญอยู่บริเวณระดับต่ำสุดรอบล่าสุด หากหลุดอาจเห็นแรงขายเพิ่ม
  • นักลงทุนระยะยาวควรบริหารความเสี่ยง ไม่ไล่ราคาในจังหวะผันผวนสูง

ที่มา: CNBC — “Gold slips as hawkish Fed signals lift dollar, boost rate hike bets”