สรุปมุมมองจากรายงานการประชุมเฟด
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ประจำวันที่ 6-7 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในอิหร่านต่อภาวะเงินเฟ้อ โดยคาดว่าหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไปและทำให้แรงกดดันด้านราคาสูงขึ้น อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง
รายงานดังกล่าวระบุว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าการที่เงินเฟ้อทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้จะทำให้ต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและราคาพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อในปัจจุบัน
ความเสี่ยงจากสงครามอิหร่านต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
สงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย สร้างความไม่แน่นอนอย่างมากต่อตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มขึ้น และกระจายตัวไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคในที่สุด เจ้าหน้าที่เฟดบางรายแสดงความกังวลว่าผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้เงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงในช่วงต้นปี
นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน ความผันผวนของตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้น และอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่หลายคนมองว่าความจำเป็นในการควบคุมเงินเฟ้อเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในขณะนี้ แม้จะต้องแลกกับความเสี่ยงต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจบ้างก็ตาม
ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในช่วงที่เหลือของปี
รายงานการประชุมบ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังคงยืนยันว่าจะใช้ข้อมูลเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดทิศทางของนโยบาย และพร้อมที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงนานเกินไป อย่างไรก็ตาม บางส่วนมองว่านโยบายการเงินที่ตึงตัวมาเป็นเวลานานอาจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวต่อเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการดำเนินการ
ตลาดการเงินตอบสนองต่อรายงานดังกล่าวด้วยการคาดการณ์ว่าโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยนักลงทุนปรับเพิ่มน้ำหนักให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้น และดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก
การเปิดเผยรายงานการประชุมนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่เพียงแต่จากสงครามในอิหร่าน แต่ยังรวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้า นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะยังคงเดินหน้าสังเกตการณ์และรอให้ข้อมูลเศรษฐกิจชัดเจนมากขึ้น ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ
ผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกและประเทศไทย
การที่เฟดส่งสัญญาณพร้อมขึ้นดอกเบี้ยสร้างแรงกดดันต่อตลาดเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทย เพราะจะทำให้เงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ การที่ดอกเบี้ยสหรัฐยังคงสูงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชนในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกและมีหนี้ต่างประเทศสูง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะบ้านเราเองก็มีแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงานเช่นกัน หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอ่อนค่าอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น และกระตุ้นเงินเฟ้อภายในประเทศ โดยผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดจะอยู่ที่ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในประเทศที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและหนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งอาจทำให้ ธปท. ต้องรักษาระดับดอกเบี้ยให้ต่ำต่อไป เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมปัญหาการฟื้นตัว แต่ก็ต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อที่อาจกลับมาสูงอีกครั้ง