ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงจากปัจจัยสงคราม
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลง 322 จุด หรือราว 0.8% แตะระดับ 39,875 จุด ในการซื้อขายวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 โดยนักลงทุนเทขายหุ้นครั้งใหญ่เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อและอาจขยายวงกว้าง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก แรงกดดันดังกล่าวทำให้ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ก็ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
ปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
นักวิเคราะห์ชี้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการหยุดยิงระหว่างอิหร่านและกลุ่มประเทศพันธมิตร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน การปรับตัวขึ้นของน้ำมันส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่การขนส่งไปจนถึงการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ความไม่แน่นอนนี้กดดันให้กองทุนและนักลงทุนรายย่อยทยอยลดความเสี่ยง โดยหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และไทย
ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ชะลอการลดดอกเบี้ยหรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องและต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจ สำหรับประเทศไทย ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศเช่นกัน โดยนักลงทุนต่างชาติติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และคาดว่าการส่งออกน้ำมันและสินค้าเกษตรของไทยอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาทที่อาจอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์
แนวโน้มระยะสั้นและกลยุทธ์ลงทุน
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น สายการบิน ขนส่ง และปิโตรเคมี ขณะที่หุ้นกลุ่มป้องกัน เช่น สาธารณูปโภค และพลังงานทางเลือก อาจได้รับประโยชน์จากแรงหนุนระยะยาว อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายสู่การเจรจาหยุดยิง ตลาดอาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนควรติดตามข่าวสารและปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับความเสี่ยง