ราคา Bitcoin หลุดแนวรับ 78,000 ดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 ตามเวลาเอเชีย ลงไปต่ำสุดที่ 76,420 ดอลลาร์ ก่อนรีบาวด์มาที่ราว 77,800 ดอลลาร์ เป็นการลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสามสัปดาห์ สาเหตุหลักมาจากเงินไหลออกจาก spot ETF ของสหรัฐต่อเนื่องสี่วันรวมกว่า 720 ล้านดอลลาร์ และความกังวลเรื่องค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งหลัง Fed คงดอกเบี้ย
การเคลื่อนไหวของราคา
Bitcoin ทำจุดสูงสุดล่าสุดที่ 89,200 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนเมษายน ก่อนปรับฐานต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม ราคาทะลุแนวรับสำคัญที่ 80,000 ดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ก่อน และล่าสุดหลุด 78,000 ดอลลาร์อย่างเป็นทางการในเช้าวันนี้ ปริมาณซื้อขายในตลาด spot ทั่วโลก 24 ชั่วโมงล่าสุดอยู่ที่ราว 65,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์ราว 18%
การปรับลงครั้งนี้กระทบเหรียญ altcoin ทั้งระบบ Ethereum ลงมาต่ำกว่า 3,200 ดอลลาร์ ลดลง 4.8% ใน 24 ชั่วโมง Solana ลดลง 6.2% ลงไปต่ำกว่า 145 ดอลลาร์ มูลค่าตลาด crypto รวมหายไปกว่า 180 พันล้านดอลลาร์ในวันเดียว
ETF เงินไหลออกต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก Farside Investors ระบุว่า spot Bitcoin ETF ในสหรัฐมีเงินไหลออกสุทธิ 4 วันติดต่อกัน รวมกว่า 720 ล้านดอลลาร์ โดย IBIT ของ BlackRock เป็นกองทุนที่ไหลออกมากที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองเดือน คิดเป็นมูลค่าราว 280 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวเมื่อสัปดาห์ก่อน
นักวิเคราะห์มองว่า momentum ของเงินไหลเข้า ETF ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของรอบขาขึ้น Bitcoin ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจน นักลงทุนสถาบันที่เข้ามาในระดับราคาสูงเริ่มทำกำไรและจัดพอร์ตใหม่ก่อนสรุปไตรมาส 2
ปัจจัยกดดันราคา
1. ดอลลาร์แข็งค่า
ดัชนี DXY ปรับขึ้นมาที่ 105.8 จาก 104.2 หลัง Fed ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนานกว่าคาด การที่ดอลลาร์แข็งมักจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยงและ alternative store of value อย่าง Bitcoin และทองคำในเวลาเดียวกัน
2. Liquidation จาก leverage trader
Coinglass รายงานว่ามีการ liquidation ตำแหน่ง long ใน Bitcoin futures รวมกว่า 480 ล้านดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงล่าสุด เป็นการเร่ง downside แบบ cascade ที่มักเกิดเมื่อราคาทะลุแนวรับสำคัญ
3. ความกังวลเรื่อง miner selling
Reserve ของ miner ที่เก็บใน wallet ลดลงราว 12,000 BTC ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนว่ามีการเทขายจากกลุ่ม miner หลัง halving ที่ทำให้ economics ของการขุดตึงตัวขึ้น
มุมมองนักวิเคราะห์
Tom Lee จาก Fundstrat ยังคงมุมมองเป้าหมายปลายปี 2569 ที่ 120,000-150,000 ดอลลาร์ แต่ระบุว่าช่วงไตรมาส 2-3 จะเป็น consolidation phase ที่ราคาอาจแกว่งในกรอบ 70,000-90,000 ดอลลาร์ ก่อนเข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่ในไตรมาส 4
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan และ Standard Chartered มอง downside ของ Bitcoin ในกรอบนี้ที่ราว 70,000-72,000 ดอลลาร์ เป็นโซนแนวรับสำคัญที่นักลงทุนสถาบันน่าจะกลับเข้าซื้อ หากหลุดต่ำกว่านั้นมีโอกาสเห็น 60,000 ดอลลาร์
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เชื่อใน thesis ของ Bitcoin การปรับฐานครั้งนี้อาจเป็นโอกาส DCA เพิ่ม โดยเฉพาะในโซน 70,000-75,000 ดอลลาร์ แต่ผู้ที่เพิ่งเริ่มลงทุนหรือใช้ leverage ควรระวังเพราะ volatility ในระยะสั้นอาจสูงต่อ
ปัจจัย macro ที่ต้องจับตาในสองสัปดาห์ข้างหน้าคือตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐ และผลประกอบการบริษัทเทคที่จะกระทบ risk sentiment โดยตรง หาก S&P 500 ปรับลงต่อ Bitcoin มักลงตามในระยะสั้น แม้ correlation จะไม่สมบูรณ์เหมือนปี 2022-2023