BEA ชี้บริษัทข้ามชาติต่างชาติในสหรัฐจ้างงาน 8.57 ล้านคน ปี 2024 สัญญาณทุนโลกยังปักหลักอเมริกา

ภาพประกอบข่าวบริษัทข้ามชาติต่างชาติในสหรัฐและผลต่อเศรษฐกิจปี 2024
ภาพประกอบข่าวบริษัทข้ามชาติต่างชาติในสหรัฐและผลต่อเศรษฐกิจปี 2024
บริษัทข้ามชาติต่างชาติในสหรัฐยังมีบทบาทต่อการจ้างงาน มูลค่าเพิ่ม การลงทุน และ R&D ตามข้อมูล BEA ปี 2024

BEA รายงานว่า บริษัทลูกในสหรัฐที่ต่างชาติถือหุ้นข้างมากจ้างงาน 8.57 ล้านคนในปี 2024 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จาก 8.56 ล้านคนในปี 2023 ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่าเงินทุนข้ามชาติยังเป็นฐานจ้างงานใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ภาพรวมการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานโลกจะเปลี่ยนเร็วขึ้น

ข้อมูลจาก U.S. Bureau of Economic Analysis หรือ BEA ระบุว่า บริษัทกลุ่มนี้คิดเป็น 6.1% ของการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐในปี 2024 ลดลงจาก 6.2% ในปีก่อนหน้า แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มตามราคาปัจจุบัน 1.52 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.3% และคิดเป็น 6.7% ของมูลค่าเพิ่มภาคธุรกิจสหรัฐ

ตัวเลขสำคัญจาก BEA ปี 2024

รายการตัวเลขปี 2024ความหมายต่อเศรษฐกิจ
การจ้างงาน8.57 ล้านคนสะท้อนบทบาทบริษัทต่างชาติในตลาดแรงงานสหรัฐ
สัดส่วนต่อการจ้างงานภาคเอกชน6.1%ลดจาก 6.2% ในปี 2023 แต่ยังเป็นฐานแรงงานขนาดใหญ่
มูลค่าเพิ่ม1.52 ล้านล้านดอลลาร์เป็นส่วนร่วมโดยตรงต่อ GDP ฝั่งธุรกิจ
ลงทุนอาคาร เครื่องจักร และอุปกรณ์328.0 พันล้านดอลลาร์บอกแรงลงทุนระยะยาวของบริษัทต่างชาติในสหรัฐ
ค่าใช้จ่าย R&D95.5 พันล้านดอลลาร์คิดเป็น 12.4% ของ R&D ภาคธุรกิจสหรัฐ

ภาคการผลิตและค้าปลีกยังจ้างงานมากสุด

BEA ระบุว่า เมื่อแยกตามอุตสาหกรรม การจ้างงานของบริษัทลูกต่างชาติในสหรัฐมากที่สุดอยู่ในภาคการผลิตและค้าปลีก ส่วนประเทศเจ้าของผลประโยชน์สูงสุดที่มีบทบาทต่อการจ้างงาน ได้แก่ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเยอรมนี

ประเด็นนี้สำคัญกับนักลงทุนไทย เพราะสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยบริษัทอเมริกันล้วน ๆ เงินทุนจากยุโรปและเอเชียยังผูกอยู่กับแรงงาน โรงงาน ซัพพลายเชน และศูนย์วิจัยในตลาดสหรัฐอย่างใกล้ชิด

รัฐไหนได้แรงจ้างงานจากบริษัทต่างชาติมากสุด

เมื่อแยกตามรัฐ California มีการจ้างงานจากบริษัทลูกต่างชาติสูงสุด 885,200 คน ตามด้วย Texas 717,400 คน และ New York 556,700 คน โดยทั้งสามรัฐมีภาคการผลิตเป็นกลุ่มที่จ้างงานมากที่สุดในหมวดบริษัทลูกต่างชาติ

ตัวเลขนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการย้ายฐานผลิต การลงทุนโรงงานใหม่ และนโยบายดึงดูดทุนต่างชาติของสหรัฐจึงเป็นข่าวที่ตลาดทุนติดตาม ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เกี่ยวกับการจ้างงานจริงในรัฐเศรษฐกิจหลักด้วย

R&D โต 5.3% สะท้อนการแข่งขันเทคโนโลยี

ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาของบริษัทลูกต่างชาติในสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.3% เป็น 95.5 พันล้านดอลลาร์ และคิดเป็น 12.4% ของ R&D ภาคธุรกิจสหรัฐในปี 2024 จุดนี้เป็นสัญญาณว่าบริษัทข้ามชาติไม่ได้ใช้สหรัฐเป็นเพียงตลาดขายสินค้า แต่ยังใช้เป็นฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม

สำหรับตลาดหุ้น ภาพดังกล่าวโยงกับธีม AI เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ยา เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องใช้ทั้งทุน คน และสิทธิประโยชน์ด้านนโยบายในประเทศปลายทาง

นักลงทุนไทยควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไร

  • บริษัทต่างชาติยังลงทุนระยะยาวในสหรัฐ แม้ต้นทุนแรงงานและดอกเบี้ยสูงกว่าหลายประเทศ
  • ภาคการผลิตยังเป็นแกนสำคัญ จึงควรจับตานโยบายภาษี โรงงาน และซัพพลายเชนของสหรัฐ
  • R&D ที่โตต่อเนื่องช่วยหนุนหุ้นเทคโนโลยี อุตสาหกรรมขั้นสูง และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
  • รัฐใหญ่อย่าง California, Texas และ New York ยังเป็นจุดวัดแรงลงทุนจากต่างชาติ

ข่าวนี้ไม่ใช่สัญญาณซื้อหรือขายหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับอ่านทิศทางเงินทุนโลก หากตัวเลข R&D และการลงทุนสินทรัพย์ถาวรยังโตต่อ ตลาดอาจยังให้พรีเมียมกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและเทคโนโลยีในสหรัฐ

FAQ

บริษัทลูกต่างชาติในสหรัฐหมายถึงอะไร?

ในรายงานนี้หมายถึงบริษัทในสหรัฐที่ต่างชาติถือหุ้นข้างมาก หรือ majority-owned U.S. affiliates of foreign multinational enterprises ตามนิยามของ BEA

ปี 2024 บริษัทกลุ่มนี้จ้างงานเท่าไร?

BEA ระบุว่าจ้างงาน 8.57 ล้านคน เพิ่มขึ้น 0.2% จาก 8.56 ล้านคนในปี 2023

มูลค่าเพิ่ม 1.52 ล้านล้านดอลลาร์คืออะไร?

เป็นมูลค่าที่บริษัทลูกต่างชาติสร้างให้เศรษฐกิจสหรัฐโดยตรง วัดเป็น current-dollar value added และคิดเป็น 6.7% ของมูลค่าเพิ่มภาคธุรกิจสหรัฐ

ทำไม R&D ของบริษัทต่างชาติในสหรัฐน่าสนใจ?

เพราะค่าใช้จ่าย R&D อยู่ที่ 95.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.3% และคิดเป็น 12.4% ของ R&D ภาคธุรกิจสหรัฐ สะท้อนบทบาทของทุนต่างชาติในนวัตกรรมสหรัฐ

นักลงทุนไทยควรใช้ข้อมูลนี้อย่างไร?

ใช้เป็นฉากหลังในการอ่านธีมเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะการลงทุนโรงงาน เทคโนโลยี R&D และนโยบายดึงดูดทุนต่างชาติ ไม่ควรใช้เป็นคำแนะนำซื้อขายหุ้นโดยตรง

แหล่งอ้างอิง