ไบโอฟิว: ทางเลือกที่เหนือกว่า EV สำหรับเศรษฐกิจไทย
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไบโอฟิวเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย เพราะสามารถนำมาใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทันทีในสัดส่วน 10-20% โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน
ปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์กว่า 1,400 ล้านคัน รวมถึงสถานีบริการน้ำมันและท่อขนส่งที่รองรับเชื้อเพลิงเหลวอยู่แล้ว การเปลี่ยนผ่านไปใช้ไบโอฟิวจึงทำได้ง่ายและตอบโจทย์อย่างดี
มูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ
การส่งเสริมไบโอฟิวยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล แตกต่างจากการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ หรือโซลาร์เซลล์ ที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากต่างประเทศเกือบ 100% ทำให้ไทยเสียดุลการค้า แต่สำหรับไบโอฟิว มูลค่าทางเศรษฐกิจในห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ตั้งแต่การปลูกพืชเกษตร การคั้นน้ำมัน จนถึงการกลั่นและใช้ในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของรัฐบาล ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างยั่งยืน
ก้าวสู่ไบโอฟิวยุคที่สองและสาม
บางจากกำลังเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงชีวภาพยุคแรก สู่ยุคที่สองและสาม ซึ่งใช้เศษวัสดุทางการเกษตร เช่น กิ่ง ก้าน ใบหญ้า และฟาง มาผลิตเป็นน้ำมัน ผลิตภัณฑ์เรือธงคือน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และน้ำมันดีเซลยั่งยืน (HVO) โดยเป้าหมายสูงสุดคือการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพขั้นสูง เช่น พลาสติกชีวภาพ ยาชีวภาพ เครื่องสำอางชีวภาพ และการผลิตคอลลาเจนจากพืช ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หลายเท่าตัว และทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทย
ความเสี่ยงและแผนรับมือ
นายชัยวัฒน์ยอมรับว่าในไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 อาจมีความเสี่ยงจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อไว้ล่วงหน้าสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน (Time Lag) โดยบริษัทเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด จึงมีแผนขออนุมัติคณะกรรมการเพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียนอีกประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท เพื่อรักษาสภาพคล่อง ใช้รองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบราคาสูงขึ้น และภาระหนี้จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะเดียวกันพยายามรักษากำลังการกลั่นให้สมดุลกับความต้องการในประเทศเพื่อบริหารความเสี่ยง
ลงทุนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและเชื้อเพลิงสังเคราะห์
บางจากเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) โดยมีโรงงานต้นแบบที่โรงกลั่นพระโขนงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และกำลังศึกษาการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ E-Fuel และ E-SAF ซึ่งนำคาร์บอนที่ดักจับได้มาผสมกับไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อผลิตน้ำมันสังเคราะห์ในระยะยาว นายชัยวัฒน์ย้ำว่าธุรกิจโรงกลั่นยังไม่ตายและมีความสำคัญต่อไปอีกอย่างน้อย 50-100 ปี เนื่องจากเชื้อเพลิงเหลวยังมีข้อดีด้านการขนส่งและการเก็บพลังงานได้ดีที่สุด
พัฒนาพืชพลังงานชนิดใหม่
ในระยะยาว บางจากอยู่ระหว่างพัฒนาพืชพลังงานชนิดใหม่ภายใต้โครงการ Farm to Fly โดยเน้นต้นพงกะมีหรือหยี่น้ำ ซึ่งเป็นพืชทนดินเค็ม เจริญเติบโตได้ดีในภาคอีสานและพื้นที่ชายเลน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมจากน้ำมันใช้แล้ว โครงการได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานรัฐในการทดสอบปลูกในจังหวัดขอนแก่น สุรินทร์ และนครราชสีมา