สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลด 6.1 ล้านบาร์เรล EIA ชี้โรงกลั่นเดินเครื่อง 96.1%

ภาพประกอบข่าวสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเดือนมิถุนายน 2026 จากข้อมูล EIA
ภาพประกอบข่าวสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงเดือนมิถุนายน 2026 จากข้อมูล EIA

EIA รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐลดลง 6.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์สิ้นสุด 19 มิถุนายน 2026 เหลือ 412.1 ล้านบาร์เรล ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีราว 7% สัญญาณนี้สำคัญต่อราคาน้ำมัน เพราะเกิดพร้อมกับอัตราการเดินเครื่องโรงกลั่นที่สูงถึง 96.1% และความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมที่ยังโตเมื่อเทียบปีก่อน

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้ไม่ได้จบแค่ราคาน้ำมัน WTI หรือ Brent ระยะสั้น แต่โยงถึงต้นทุนพลังงาน หุ้นกลุ่มโรงกลั่น ปิโตรเคมี ขนส่ง และความคาดหวังเงินเฟ้อโลก หากสต็อกน้ำมันลดต่อเนื่องในช่วงที่โรงกลั่นเดินเครื่องสูง ตลาดอาจตีความว่าฝั่งอุปสงค์ยังแข็งแรงกว่าที่คิด

ตัวเลขสำคัญจากรายงาน EIA

รายการ ตัวเลขล่าสุด ความหมายต่อตลาด
สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ ลดลง 6.1 ล้านบาร์เรล เหลือ 412.1 ล้านบาร์เรล ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 7% สะท้อน buffer ฝั่งอุปทานบางลง
การกลั่นน้ำมันดิบ 17.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 81,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ยังอยู่ระดับสูง
อัตราการใช้กำลังการกลั่น 96.1% โรงกลั่นสหรัฐเดินเครื่องใกล้เต็มกำลัง
การนำเข้าน้ำมันดิบ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 436,000 บาร์เรลต่อวันจากสัปดาห์ก่อน
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ส่งมอบรวม เฉลี่ย 20.5 ล้านบาร์เรลต่อวันใน 4 สัปดาห์ เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบปีก่อน

ทำไมสต็อกน้ำมันดิบลด แต่สต็อกน้ำมันสำเร็จรูปบางชนิดเพิ่ม

รายงานเดียวกันระบุว่า สต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรล แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 5% ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่นเพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาร์เรล และยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 10% ภาพนี้บอกว่าโรงกลั่นกำลังเปลี่ยนน้ำมันดิบเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำในอัตราสูง แต่ระดับสำรองของน้ำมันสำเร็จรูปบางกลุ่มยังไม่ได้กลับสู่ภาวะสบายมากนัก

อีกตัวเลขที่ควรจับตาคือ propane/propylene stocks เพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีถึง 35% ทำให้แรงกดดันในตลาดผลิตภัณฑ์พลังงานไม่ได้เท่ากันทุกชนิด น้ำมันดิบ เบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยานจึงต้องอ่านแยกกัน ไม่ควรสรุปจากตัวเลข inventory ก้อนเดียว

ผลต่อราคาน้ำมันและหุ้นพลังงาน

สต็อกน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมักเป็นปัจจัยหนุน sentiment ฝั่งราคาน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมอัตราการใช้กำลังกลั่นสูง แต่รายงานนี้มีแรงถ่วงอยู่ด้วย เพราะการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และความต้องการน้ำมันเบนซินโดยนัยลดลง 3% เหลือ 8.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน

สำหรับหุ้นพลังงานไทย นักลงทุนควรแยกผลกระทบเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกคือราคาน้ำมันดิบที่อาจช่วยหนุนรายได้กลุ่ม upstream หรือบริษัทที่มี inventory gain ชั้นที่สองคือค่าการกลั่นและ demand ผลิตภัณฑ์ ซึ่งขึ้นกับส่วนต่างราคาเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน ไม่ได้วิ่งตามราคาน้ำมันดิบเสมอไป

สัญญาณอุปสงค์ยังไม่อ่อนทั้งหมด

EIA ระบุว่าในรอบ 4 สัปดาห์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ส่งมอบรวมเฉลี่ย 20.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ขณะที่ความต้องการน้ำมันกลั่นโดยนัยเพิ่มขึ้น 3% เป็น 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเชื้อเพลิงอากาศยานเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบปีก่อน

ดังนั้นภาพรวมคืออุปสงค์ไม่ได้อ่อนทั้งกระดาน ตลาดยังเห็นการใช้ดีเซลและเจ็ตฟิวเอลโต แต่เบนซินอ่อนลงในสัปดาห์ล่าสุด จุดนี้ทำให้นักลงทุนควรรอดูรายงานสัปดาห์ถัดไปมากกว่าตีความว่าตลาดน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะตึงตัวถาวรแล้ว

FAQ

สต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์คืออะไร?

คือปริมาณน้ำมันดิบที่บริษัทเอกชนถืออยู่เพื่อใช้ทางธุรกิจ ไม่รวม Strategic Petroleum Reserve ของรัฐบาลสหรัฐ

ทำไมตัวเลขนี้กระทบราคาน้ำมัน?

เพราะ inventory เป็นตัวชี้วัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน หากสต็อกลดมาก ตลาดมักมองว่าดีมานด์หรือการกลั่นแข็งแรง หรือ supply สำรองบางลง

โรงกลั่นเดินเครื่อง 96.1% สูงไหม?

ถือว่าสูง เพราะสะท้อนว่ากำลังการกลั่นถูกใช้งานใกล้เต็มกำลัง ภาพนี้มักเกิดเมื่อโรงกลั่นเร่งผลิตน้ำมันสำเร็จรูปตามความต้องการตลาด

นักลงทุนไทยควรดูอะไรต่อ?

ควรดูราคาน้ำมันดิบ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ค่าการกลั่น และรายงาน inventory สัปดาห์ถัดไป เพื่อแยกผลกระทบต่อหุ้น upstream โรงกลั่น และปิโตรเคมี

ตัวเลขนี้แปลว่าน้ำมันจะแพงขึ้นแน่นอนหรือไม่?

ไม่แน่นอน รายงานนี้เป็นปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ราคาน้ำมันยังขึ้นกับค่าเงิน ดอกเบี้ย ภูมิรัฐศาสตร์ กำลังผลิต OPEC+ และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

แหล่งอ้างอิง