ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกงฟื้นตัวขึ้นราว 0.2-0.33% ปิดที่ราว 23,370-23,414 จุดในวันพุธ ยุติการปรับลง 5 วันติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากการช้อนซื้อหุ้นที่ราคาลงมาลึก ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน และราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยคลายความกังวลเงินเฟ้อ แม้ภาพรวมรอบเดือนดัชนียังติดลบกว่า 8.5%
ปัจจัยหนุนการฟื้นตัว
การรีบาวด์ครั้งนี้มาจากแรงช้อนซื้อหลังดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่องจนราคาน่าสนใจ ประกอบกับความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านที่ช่วยลดความกังวลด้านอุปทานพลังงาน และราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ นอกจากนี้กระแสความสนใจในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังแข็งแกร่ง โดย ETF เลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้น SK Hynix กลายเป็น ETF ขนาดใหญ่ที่สุดในฮ่องกงเมื่อวัดจากสินทรัพย์
หุ้นที่ปรับขึ้นเด่นได้แก่ Tencent บวกราว 1.0% SMIC บวก 3.2% Xiaomi บวก 1.7% และ Knowledge Atlas พุ่งกว่า 8.9%
ความเสี่ยงที่ยังกดดันตลาด
แม้จะฟื้นตัว แต่การปรับขึ้นยังถูกจำกัดด้วยความระมัดระวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐที่อาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังเชื่องช้า ในวันก่อนหน้าดัชนีฮั่งเส็งเพิ่งดิ่ง 1.8% ปิดที่ 23,336 จุด จากความกังวลดอกเบี้ยโลกที่กลบปัจจัยบวกเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย
แรงกดดันจาก IPO lock-up
อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการครบกำหนดช่วงห้ามขายหุ้น (lock-up) จากกระแส IPO ที่ผ่านมา โดย Goldman Sachs ประเมินว่าอาจมีหุ้นถูกจำกัดการขายมูลค่าราว 274,000 ล้านดอลลาร์ทยอยเข้าสู่ตลาดในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจสร้างแรงขายเพิ่มเติม
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
นักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนหุ้นจีน-ฮ่องกงควรมองการฟื้นตัวครั้งนี้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเป็นการรีบาวด์ระยะสั้นจากการช้อนซื้อ ขณะที่ปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้าง ทั้งดอกเบี้ยสหรัฐ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และแรงขายจาก IPO lock-up ยังคงอยู่ แบบจำลองของ Trading Economics ยังให้ภาพระยะยาวที่ระมัดระวัง โดยคาดดัชนีอาจลดลงสู่ราว 21,092 จุดในกรอบ 12 เดือน ผู้ลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยงและไม่ไล่ราคาตามแรงรีบาวด์
แหล่งข่าว: Trading Economics, CNBC, Reuters