บูรณาการเตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ
เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. นายชยันต์ เมืองสง เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยมีผู้แทนจากกรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด หรืออีสวอเตอร์ เข้าร่วม ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ จังหวัดระยอง
การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม 2570 โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฝนน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ สทนช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการรองรับล่วงหน้าเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการผลิตและการใช้น้ำทุกภาคส่วน
แผนสูบน้ำเสริมปริมาณต้นทุน
ในการประชุม สทนช. ได้มอบหมายให้กรมชลประทานนำข้อมูลคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า 6 เดือนจากกรมอุตุนิยมวิทยามาใช้ประเมินปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำในพื้นที่ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงมากที่สุด รวมถึงวางแผนสูบน้ำจากคลองสะพานเส้นที่ 1 ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง ในปี 2569 ปริมาณรวม 25 ล้านลูกบาศก์เมตร และขอให้กรมชลประทานหาแนวทางเพิ่มศักยภาพการสูบน้ำให้ได้สูงสุดถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเสริมปริมาณน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ EEC โดยต้องไม่กระทบต่อระดับน้ำด้านท้ายน้ำคลองสะพาน
นอกจากนี้ ยังได้ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ รวมถึงการจัดการโครงข่ายบริหารจัดการน้ำและการจัดการคุณภาพน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อให้ระบบส่งน้ำมีความสมบูรณ์และสามารถรองรับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค
เชื่อมโยงโครงข่ายน้ำใน EEC
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC มีระบบผันน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำเป็นกลไกหลักในการกระจายน้ำไปยังพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยใช้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางรับน้ำจากลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ก่อนผันน้ำส่วนเกินไปสำรองยังอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้ง รองรับความต้องการใช้น้ำทั้งภาคอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงช่วยตัดยอดน้ำเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ด้านท้ายน้ำในช่วงฤดูฝน
การเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ โดยสามารถถ่ายเทน้ำระหว่างอ่างเก็บน้ำได้ตามสถานการณ์ ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในช่วงที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงหรือภัยแล้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางน้ำของพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ต้องการน้ำเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และที่อยู่อาศัย
พัฒนาลุ่มน้ำวังโตนดเพิ่มความมั่นคง
ปัจจุบันโครงการพัฒนาคลองลุ่มน้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 อ่าง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ ส่วนที่เหลือคืออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเมื่อก่อสร้างครบทั้ง 4 อ่าง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก รองรับการขยายตัวของพื้นที่ EEC และเสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว
การดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะช่วยให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเสีย และเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ