ครม.อนุมัติ 1.75 แสนล้าน หนุน Virtual Bank กระตุ้นบริโภค

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส วงเงินรวมประมาณ 1.75 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพและประคับประคองธุรกิจรายย่อย โดยแบ่งเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลาสี่เดือน ประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการร่วมจ่ายซึ่งรัฐช่วยออก 60% สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน และผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ มาตรการนี้ถูกมองว่าจะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

Virtual Bank จุดเปลี่ยนการเข้าถึงสินเชื่อ

สิ่งที่เริ่มถูกจับตามากขึ้นคือผลเชื่อมต่อระหว่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ซึ่งอาจกลายเป็นตัวเร่งรอบใหม่ของการบริโภคภายในประเทศ เมื่อ Virtual Bank เริ่มเปิดดำเนินการจริง ประชาชนและเอสเอ็มอีจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นที่ใช้ข้อมูลดิจิทัลและพฤติกรรมการใช้จ่ายมาประเมินเครดิต หากการปล่อยสินเชื่อผ่าน Virtual Bank เติบโตเร็วกว่าคาด อาจทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และหนุนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศโดยตรง เช่น CPALL และ MRDIYT

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและกลุ่มธุรกิจ

นอกจากนี้กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าไทยในช่วงนี้จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อจีดีพีในระยะกลาง โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจนในช่วงแรกได้แก่นิคมอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงานสะอาดที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานเทคโนโลยีใหม่ อย่างไรก็ตามการแข่งขันสินเชื่อที่รุนแรงขึ้นจากผู้เล่น Virtual Bank อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อบุคคล เช่น SAWAD MTC และ TIDLOR ที่อาจเผชิญการแข่งขันด้านอัตราดอกเบี้ยและการเข้าถึงลูกค้าเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

มุมมองนักวิเคราะห์

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการประคับประคองภาคการบริโภคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลง แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยนั้นมองว่าไม่มีนัยสำคัญต่อกำไรต่อหุ้นของตลาดโดยรวม อาจเป็นเพียงแค่เซนติเมนต์เชิงบวกเล็กๆ ต่อกลุ่มผู้ค้าส่งและร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง CPAXT และ BJC สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาไม่ใช่เพียงมาตรการแจกเงินหรือโครงการร่วมจ่ายเท่านั้น แต่คือการที่รัฐบาลกำลังพยายามเร่งให้เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเร็วผ่านทั้งเม็ดเงินกระตุ้นและโครงสร้างสินเชื่อดิจิทัลใหม่ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมรภูมิธุรกิจค้าปลีก ธนาคาร และสินเชื่อรายย่อยของไทยในอีกหลายปีข้างหน้า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนจากสงครามการค้า ราคาพลังงาน และดอกเบี้ยสูง การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศจึงอาจกลายเป็นความหวังใหม่ของตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับการบริโภค การเงินดิจิทัล และระบบเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง