ความต้องการไฟฟ้าและน้ำจาก Data Center พุ่งสูงถึง 16 เท่า
บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP เปิดเผยว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำของศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 16 เท่าในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐาน Data Center ในภูมิภาคอาเซียน
จากการศึกษาของ WHAUP พบว่าความต้องการไฟฟ้าสำหรับ Data Center ในไทยอาจเพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 เมกะวัตต์ในปัจจุบันเป็นกว่า 8,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้น 16 เท่า ขณะที่ความต้องการน้ำอาจเพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีเป็นกว่า 320 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของตลาด Data Center ทั่วภูมิภาคที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
Data Center ขนาดใหญ่แต่ละแห่งในปัจจุบันใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 30-50 เมกะวัตต์ และใช้น้ำในการระบายความร้อนถึงวันละหลายพันลูกบาศก์เมตร เมื่อรวมกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ คาดว่าความต้องการทรัพยากรทั้งสองจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แม้ว่าไทยจะมีศักยภาพด้านพลังงาน แต่การขาดแคลนไฟฟ้าสีเขียวหรือพลังงานหมุนเวียนอาจเป็นอุปสรรคสำคัญ
ไทยเสี่ยงเสียโอกาส FDI หากไม่ปลดล็อกไฟฟ้าสีเขียว
WHAUP เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกข้อจำกัดด้านไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center ซึ่งมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดตามนโยบาย ESG ของบริษัทแม่ ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำเช่น Google, Amazon, Microsoft ต่างประกาศเป้าหมาย Net Zero ทำให้ Data Center ในเครือต้องใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หากไทยไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสีเขียวที่เพียงพอและมีราคาแข่งขันได้ นักลงทุนจะย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือเวียดนาม ที่มีความพร้อมมากกว่า
หลายประเทศในอาเซียน เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ออกมาตรการจูงใจด้านไฟฟ้าสีเขียวสำหรับ Data Center โดยสิงคโปร์มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 2 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 และมาเลเซียเปิดให้เอกชนทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) อย่างเสรี หากไทยไม่เร่งดำเนินการ นักลงทุนจะย้ายฐานไปยังประเทศเหล่านี้ ส่งผลให้ไทยสูญเสียเม็ดเงินลงทุนมูลค่าหมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น การลงทุน Data Center ยังเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ช่วยสร้างงานและเทคโนโลยีถ่ายทอด แต่อุปสรรคด้านไฟฟ้าสีเขียวอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค
WHAUP ชี้แนวทางแก้ไขและโอกาส
WHAUP เสนอว่าการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้การซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การเปิดให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนโดยตรง รวมถึงการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานแสงอาทิตย์และลม
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมให้ Data Center ใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำ เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศหรือการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำในประเทศ WHAUP เองมีประสบการณ์ด้านการจัดการน้ำและพลังงานสำหรับนิคมอุตสาหกรรม และพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ Data Center ในการเข้าถึงทรัพยากรอย่างยั่งยืน
นอกจากแนวทางด้านกฎระเบียบแล้ว WHAUP ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการ Data Center ลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อลดความผันผวน และใช้ระบบทำความเย็นแบบ Hybrid ที่ผสมผสานระหว่างน้ำและอากาศเพื่อประหยัดน้ำ
ที่ประชุมยังเน้นย้ำว่าการปลดล็อกไฟฟ้าสีเขียวไม่เพียงช่วยดึงดูด FDI แต่ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวให้กับผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน
ประเทศไทยจึงต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในระยะนี้ หากไม่รีบปลดล็อกไฟฟ้าสีเขียว ไทยอาจสูญเสียเม็ดเงินลงทุนมูลค่าหมื่นล้านบาทให้แก่คู่แข่งในภูมิภาค และพลาดโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่ยั่งยืนในอาเซียน